ประเภทของการลงทุน ภาคปฐมบท

คุณ วรินทร์ สุรพลชัย CFP®

|

7/17/20

เมื่อพูดถึงจักรวาลของการลงทุนเราอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตน (Real Asset) และสินทรัพย์ทางการเงิน (FinancialAsset) ซึ่งสมัยก่อนคนที่เหลือเงินเก็บมักจะชอบลงทุนใน Real Asset มากกว่าเช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน อาคาร บ้าน ห้องชุด ทองคำ ทำธุรกิจ เป็นต้นแต่มายุคหลัง สินทรัพย์ทางการเงินมีการพัฒนามากขึ้น และนักลงทุนมีความเข้าใจมากขึ้นจึงนิยมลงทุนกันมากขึ้นด้วย โดยที่สินทรัพย์ทางการเงินหลัก ๆ ก็จะแบ่งได้เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางค่อนข้างต่ำและสินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงถึงเสี่ยงสูงมาก ดังนี้

ประเภทสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางค่อนข้างต่ำ

1.ตั๋วเงินคลัง(Treasury Bill) เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน1 ปี ออกโดยภาครัฐมีเพื่อให้ภาครัฐขอยืมเงินจากประชาชนหรือสถาบันต่างๆมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกิจการของรัฐโดยที่รัฐจะจ่ายผลตอบแทนให้ตามที่ระบุไว้หน้าตั๋วถือว่าเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเนื่องจากโอกาสที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้มีน้อยมาก

2.ตั๋วแลกเงิน หรือที่มักเรียกกันว่าตั๋ว B/E (Billof Exchange) เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นออกโดยภาคเอกชน (บริษัทเอกชนหรือธนาคาร) ที่มีอายุไม่เกิน270 วัน ออกมาเพื่อระดมทุนระยะสั้นจากประชาชนไปใช้ในกิจการความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับผู้ออก ว่ามีความมั่นคงหรือมีโอกาสล้มละลายหรือขาดสภาพคล่องมากน้อยเพียงไรวิธีการจ่ายผลตอบแทนจะเป็นแบบอัตราคิดลด (Discount)เช่น ตั๋ว B/Eของบริษัทขายที่ราคา 9.8 ล้านบาทอีก 270 วันจะไถ่ถอนที่ราคา10 ล้านบาทไม่มีผลตอบแทนอื่นระหว่างทาง เท่ากับว่าอัตราผลตอบแทนของตั๋ว B/E นี้จะอยู่ที่10 / 9.8 =2.0408% ต่อ 9 เดือน หรือเท่ากับผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2.7589% ต่อปี

3.ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋วP/N (Promissory Note) เป็นประเภทตราสารหนี้ระยะสั้นคล้ายๆ กับตั๋ว B/Eที่ออกโดยเอกชน แต่หน้าตั๋วจะต้องระบุเงินต้นดอกเบี้ย กำหนดวันที่จ่ายเงิน และวันที่สิ้นสุดการชำระหนี้เอาไว้ชัดเจนในขณะที่ตั๋ว B/Eจะได้ผลตอบแทนโดยการใช้อัตราคิดลด

4.พันธบัตร (Bond) เป็นตราสารหนี้ระยะปานกลางถึงยาวที่มีอายุตั้งแต่ 1ปีขึ้นไป หากผู้ออกพันธบัตรเป็นรัฐบาลจะเรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล(GovernmentBond) แต่ถ้าผู้ออกเป็นรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่าพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ(State OwnedEnterprise Bond) และถ้าออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จะเรียกว่า Bank of Thailand Bond โดยส่วนมากจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไว้ที่หน้าตั๋วและวันที่จ่ายดอกเบี้ยไว้ชัดเจน

5.หุ้นกู้ (Corporate Bond) เป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนสามารถออกได้โดยบริษัทเอกชนหรือสถาบันการเงินโดยมากหุ้นกู้จะเป็นที่นิยมกันมากในหมู่นักลงทุนที่ชื่นชอบผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย (Interest) ที่สูงกว่าตราสารหนี้ชนิดอื่นๆซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้มีตั้งแต่ 2% ต่อปีไปจนถึง 8% ต่อปี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ออกตราสารหนี้ระยะเวลาลงทุน และประเภทของหุ้นกู้ หากเป็นบริษัทเดียวกันเป็นผู้ออกหุ้นกู้ตัวหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและมีหลักประกัน จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ อายุของหุ้นกู้ก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น หุ้นกู้อายุ 2 ปีจะเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุ 5 ปี

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงความผันผวนของราคาสินทรัพย์ไม่ได้มักจะลงทุนกับสินทรัพย์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแต่หากต้องการเพิ่มผลตอบแทนรวมของการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินก็จะต้องแบ่งสัดส่วนจากเงินลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ปานกลางค่อนข้างสูงถึงสูงมากที่จะกล่าวถึงในบทความตอนต่อไป

อ่านบทความอื่นต่อ

Possible Wealth Advisory

388 อาคารอามีโก้ทาวเวอร์ ชั้น 24 โซนบี ถนนสี่พระยา แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

02 633 0151

Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.